เดินทางตามหาต้นกำเนิด ขนมตะโก้

เดินทางตามหาต้นกำเนิด ขนมตะโก้ เมนูง่ายๆ อาหารสุขภาพ เมนูไข่ เราได้รวบรวม เมนูง่ายๆ ที่ทำได้เอง

ขึ้นชื่อว่าขนมหวาน ในแต่ละประเทศต่างมีขนมหวานที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองกันแต่ลองสังเกตดูว่าขนมแต่ละชาตินั้นต่างมีแป้ง ถั่ว และน้ำตาลเป็นวัตถุดิบยืนพื้นกันทั้งนั้นซึ่งไม่เว้นแม้กระทั่งขนมหวานของไทยเรา แต่ของไทยเราขนมหวานจะมีอีกหนึ่งวัตถุดิบที่ต้องมีขาดไม่ได้คือ กะทิ ไม่ว่าจะเป็นอาหารคาวที่เป็นแกง หรือขนมหวาน เพราะด้วยความที่ประเทศไทยเป็นอีกแหล่งการเพาะปลูก และผลิตที่สำคัญสำหรับมะพร้าวที่มีกันเพาะปลูกอยู่มาก ผลิตผลที่ได้จากการปลูกมะพร้าวไม่เพียงแต่เป็นผลไม้ส่งออกเป็นมะพร้าว น้ำมะพร้าวแล้ว กะทิที่ได้จากมะพร้าวก็เป็นอีกหนึ่งอย่างที่สร้างสรรค์เมนูขนมหวานไทยได้หลากหลาย และขนมไทยหนึ่งในนั้นที่ต้องใช้กะทิเป็นวัตถุดิบที่ชูรสชาติคือ ตะโก้

  • ตะโก้ ในสมัยก่อนที่ทำกินกันนั้นแบ่งออกเป็น 2 ชนิดคือ ตะโก้ถั่วที่มาจากถั่วเขียวที่เราเลาะเปลือก แช่น้ำจนนิ่มแล้วมาบดกวนกับกะทิ และน้ำตาลจนข้นเหนียว ที่สำคัญคือไม่มีการใส่แป้ง ดังนั้นตัวตะโก้ที่เหนียว ข้นได้นั้นจะมาจากตัวถั่วเขียว น้ำตาล และกะทิเท่านั้น จะได้เป็นเนื้อข้นๆ จากนั้นเมื่อกวนจนสุกตักใส่ถาดแล้วจะตัดเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมพอคำ ส่วนตะโก้อีกชนิดหนึ่ง เป็นตะโก้ที่เรายังเห็นกันอยู่มากในปัจจุบันนี้คือ ตะโก้แป้งข้าวเจ้า มาจากการรวมตัวของแป้ง 3 ชนิด คือ แป้งมัน แป้งข้าวเจ้า และแป้งถั่วเขียวมาเคี่ยวกวนกับน้ำตาลทรายจนหงวด เหนียว ข้น จึงตักใส่พิม หรือกระทงใบเตย ในสมัยก่อนจะมีการใส่แห้วด้านล่าง ปัจจุบันมีการดัดแปลงเพิ่มการแต่งหน้าเป็นเผือก ข้าวโพดเพื่อให้น่ากินมากขึ้น
  • สูตรดั้งเดิมของตะโก้นั้นการผสมแป้ง 3 ตัวทั้งแป้งข้าวเจ้า แป้งมันสำปะหลัง และแป้งถั่วเขียวนั้นเคี่ยวกับน้ำตาลทรายจะต้องมีการใส่น้ำลอยดอกมะลิร่วมด้วยเพื่อความหอม ชื่นใจเมื่อกินตัวเนื้อตะโก้ร่วมกับกะทิที่ราดด้านบน จะได้ความเข้มข้นจากะทิ และความหอมสดชื่นใสๆ จากเนื้อตะโก้ ซึ่งปัจจุบันนี้ตัวเนื้อตะโก้ที่สมัยก่อนจะนำแป้งทั้ง 3 ชนิดมาเคี่ยวกับน้ำตาลยังมีการดัดแปลงนำสาคูมาใช้แทนแป้งเพื่อลดขั้นตอนในการทำ แต่ความอร่อยก็จะน้อยกว่าตะโก้ดั้งเดิม

ขอบคุณเครดิตภาพจาก: เมนู.net

#ขนมตะโก้ #ประวัติตะโก้ #อาหารเล่าเรื่อง

Sponsor

highsis logo